RSS

อุทยานแห่งชาติ ตากสินมหาราช

02 พ.ค.

เมื่อประมาณสิ้นปีที่แล้วลูกสาวชวนไปดูต้นกระบากที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ. อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ฟังแล้วน่าสนใจดี จึงตอบตกลงกับลูกสาวไป… แล้ววันแห่งสัญญาก็มาถึง วันศุกร์หลังเลิกงาน ก็ขับรถกลับมาบ้านประมาณ ทุ่มเศษ ทุกคนพร้อมหน้า เราก็ออกเดินทางกันเลย… เราไปถึงจังหวัดตากกันเกือบเช้า ประมาณตีสามกว่าเราก็หาที่พักกันชั่วคราวก่อนเข้าในตัวเมืองตาก… เป็นโรงแรมเล็กๆ ข้างทาง พอเช้าประมาณ 8โมงเศษ เราก็ออกจากที่พัก แวะหาอาหารเช้าทานกันระหว่างทาง และมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช โดยเรามาแวะหาซื้ออาหารกันอีกครั้งที่ตลาดดอยมูเซอ ที่มีคุณย่าก้างแห่งหลานปู่กู้อีจู้ ซึ่งตลาดแห่งนี้ต้องขับรถเลยจากทางเข้าอุทยานเข้าไปอีก 2กม. เรามาถึงตลาดประมาณ 9โมงเศษ หลังจากแวะซื้อของกันเรียบร้อยแล้ว เราก็ขับรถเข้าไปในอุทยานประมาณ 10โมงเศษ เราก็มุ่งหน้าสู่ ต้นกระบากยักษ์กันเป็นอันดับแรก ด้วยจะได้มีเวลาเหลือกลับมาทันกางเต้นท์ การเดินทางไปดูต้นกระบากยักษ์ เราสามารถขับรถเข้าไปบริเวณ เหนือหุบเขาที่ต้นกระบากยักษ์ อยู่ได้ หลังจากนั้นเราจะต้องเดินลงในหุบ ประมาณ ~800เมตร ซึ่งทางอุทยานได้ทำเป็นบันไดไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนเดินลงก็ไม่เท่าไหร่เพราะยังสนุก และยังตื่นเต้นกับการที่จะได้เห็นต้นกระบากยักษ์ อยู่ โดยไม่ได้คิดถึงตอนขากลับไว้เลย…  นั่นไงป๊า “ต้นกระบากยักษ์ เห็นแล้ว” เสียงตะโกนบอกจากลูกสาวให้รู้ว่าเราใกล้จะถึงแล้ว. ต้นใหญ่สมชื่อจริงๆ ครับ ไม่รู้ว่าอายุกี่ขวบแล้ว… มาหลบอยู่ตั้งก้นหุบเขาอย่างนี้นี่เอง ถึงได้รอดจากน้ำมือมนุษย์ได้ อยากให้เมืิองไทยมีต้นไม้ใหญ่ๆ อย่างนี้เหลือเยอะๆ จริงๆ เลย หลังจากที่ได้เก็บภาพ กับเจ้าต้นกระบากยักษ์ จนเป็นที่ชุ่มฉ่ำหัวใจแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเดินขึ้นหุบกันแล้ว…  สภาพก็เป็นอย่างที่เห็นกันในภาพ ขนาดเด็กๆ ยังเหนื่อยเลย แล้วเราผู้ใหญ่ก็คงไม่ต้องพูดถึง แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราคงจะไม่นอนกันข้างทางแน่นอน ต้องขึ้นให้ถึงข้างบนให้ได้ เพราะอาหารเที่ยงรอเราอยู่… และแล้วเป้าประสงค์ของการเดินทางในครั้งนี้ก็สำเร็จลง หลังจากอาหารเที่ยงซึ่งเป็นก๋วยเตี๋ยวในอุทยานฯ แล้ว เราก็เริ่มหาที่กางเต้นท์ เพื่อพักผ่อนกันในคืนนี้อีกหนึ่งคืน ณ อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราชแ่ห่งนี้ เวลาก็เลยเข้าไปบ่ายสองโมงกว่าแล้ว หลังจากเลือกสถานที่กันได้แล้ว เราก็เริ่มลงมือกางเต้นท์ โดยมีลูกสาวคนโตเป็นผู้ช่วยหลัก ส่วนลูกสาวคนที่สอง อาโกวลี่ และคุณแม่ก็เตรียมตัวเรื่องอาหารเย็นท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ กับแสงแดดที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้าไป ในที่สุดเราก็ได้ที่พักค้างแรมกับอาหารมื้อเย็นที่แสนอร่อยกันแล้ว คืนนี้อากาศเย็นจริงๆ บวกกับลมที่พัดตลอด อุณหภูมิโดยประมาณจากเจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่าประมาณ 13 – 14 องศาเซลเซียส ท้องฟ้าแจ่มใส ดาวนับล้านดวงสวยมาก เรานอนดูดาว สัมผัสกับลมเย็นๆ กันสักประมาณ 3ทุ่ม ก็เข้าไปนอนกันอย่างอบอุ่นในเต้นท์ ภายใต้ผ้าห่มอีก 5ผืน… และทุกคนก็หลับเป็นตาย ด้วยความอ่อนเพลียนั่นเอง… เราตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นในเช้าวันอาทิตย์ที่สดใส เป็นวันที่จะต้องเดินทางกลับบ้าน เรารอตักบารตพระในตอนเช้าตรู่ หลังจากนั้นก็เก็บเต้นท์ และข้าวของกัน ประมาณเกือบ 10โมงเช้าก็ออกเดินทางกลับบ้านกัน เราเดินทางกลับมาถึงบ้านที่ปทุมธานีกันประมาณ 2ทุ่มเศษ เป็นการสิ้นสุดการเดินทางในครั้งนั้น แม้ระยะเวลาในการท่องเที่ยวจะสั้น และเหนื่อยจากการเดินทางมาก แต่ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตดีๆ ที่พ่อกับแม่จะให้ติดตัวพวกเขาได้ไปตลอด เพราะว่าเป็นสถานที่ที่เขาเลือกที่จะไปเอง และได้ไปสัมผัสกับมันจริงๆ แต่น่าเสียดายที่งานนี้อาม่าไม่ได้ไปด้วย แอบหนีไปเที่ยวภูเก็ตกับลูกชายคนที่สอง…

 

อยากให้ราคาน้ำมันถูกลงเหมือนเมื่อสิ้นปี ประมาณไม่เกิน 30บาทต่อลิตร…  เราจะได้มีโอกาสพาอาม่าเดินทางไปเที่ยวกันอีก… แต่คงต้องรอรัฐบาลหน้ากันแล้วละครับ…

     

 

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: